บทความ

6 เหตุผลที่รถยนต์ไม่ควรติดก๊าซ

6 เหตุผลที่รถยนต์ไม่ควรติดก๊าซ

ในยุคที่พลังงานน้ำมันมีราคาแพงแบบนี้ หลายๆ คนก็มองหาพลังงานทางเลือกที่มีราคาประหยัดกว่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน E20 น้ำมัน E85 หรือสิ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันก็คือ “ก๊าซ” นั่นเอง โดยจะแบ่งเป็นก๊าซ LPG หรือเรียกติดปากกันว่า ก๊าซหุงต้ม เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่รถแท๊กซี่ หรือ ก๊าซอีกแบบก็คือ NGV ซึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติที่ได้รับการยืนยันจากหลายๆ สำนักว่าปลอดภัยสุดๆ เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าประหยัดพลังงานและเงินในกระเป๋า

แต่ทั้งนี้เมื่อได้ราคาประหยัด ก็ต้องมีข้อเสียที่ต้องแลกตามมา! มาดูกันว่าทางเลือกพลังงานที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า มีข้อเสียอะไรกันบ้าง?

1.เครื่องยนต์จะสึกหรอเร็วกว่าปกติโดยประมาณ 1.5 เท่า

เหตุผลมันจะมาจากกระบวนการเผาไหม้ในเครื่องยนต์ ถึงแม้ว่าก๊าซธรรมชาติทั้ง  NGV และ LPG จะขึ้นชื่อเรื่องการเผาไหม้ที่สมบูรณ์กว่าระบบน้ำมันเนื่องจากมีค่าออกเทนสูงกว่าน้ำมัน หลายๆ คนจึงคิดว่าการใช้ก๊าซนั้นดีกว่าการใช้น้ำมัน แต่ความจริงแล้วกระบวนการเผาไหม้ของก๊าซนั้นเป็นกระบวนการเผาไหม้แบบแห้ง มีอัตราการเสียดสีที่มากกว่าน้ำมัน อย่างเช่น วาล์วหรือตัวลูกสูบ เมื่อรถติดก๊าซ อุปกรณ์เครื่องยนต์เหล่านี้จะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นมาก และเมื่อเกิดการเสียดสีเยอะ อุปกรณ์ก็มีโอกาสชำรุดได้ง่ายกว่าการใช้น้ำมันซึ่งเป็นการเผาไหม้แบบเปียก มีการหล่อลื่นอยู่ตลอดเวลา

2.ใครว่าใช้ก๊าซแล้วประหยัด? ค่าติดตั้ง ประมาณ 30,000 บาท

การจะติดก๊าซนั้นจะมีคาใช้จ่ายในการติดตั้งและตัวถังก๊าซรวมกันประมาณ 30,000 บาท ซึ่งถือเป็นเงินก้อนที่ค่อนข้างเยอะ หากเราลองมาดูตัวอย่าง เช่น รถ Mazda 2 skyactive 2018 ที่มีอัตราซดน้ำมัน 20 กิโลเมตร/1ลิตร จะเท่ากับเกือบ 26 บาท ต่อ 20 กิโลเมตร หากเติม E20 3,000 บาท เราจะสามารถขับได้ประมาณ 23,220 กิโลเมตร หรือสามารถ ขับรถไปกลับกรุงเทพ - เชียงใหม่ ได้ประมาณ 17 รอบนั่นเอง หลายๆ คนอาจมองว่าหากใช้นานๆ ไป ก็จะคุ้มค่า แต่! ก๊าซนั้นยิ่งใช้นานรถยนต์ที่ติดก๊าซก็จะยิ่งเสื่อมสภาพเร็วกว่าน้ำมัน ทำให้เกิดความย้อนแย้งขึ้น ว่าใช้ก๊าซมันจะประหยัดจริงๆ หรือเปล่า

3.ราคาตกอย่างรวดเร็ว เพียงได้ยินคำว่า “รถติดก๊าซ”

ใครที่ติดก๊าซแล้วอยากขายรถตัวเองให้เต็นท์รถ หรือ ตลาดรถมือ 2 ต้องบอกให้ทำใจก่อนเลยว่ารถของเราจะราคาตกอย่างน่าใจหาย ด้วยเหตุผลหลักๆ คือการที่รถยนต์จะเสื่อมสภาพและขาดความเชื่อมั่นลงไป โดย เหตุผลหลักอีกอย่างคือ การที่สถาบันการเงินหรือคนให้สินเชื่อต่างๆ จะอนุมัติงบรถที่ติดก๊าซได้ยากกว่ารถที่ใช้น้ำมันทั่วไป

4.ทุกวันนี้ราคาก๊าซสูงขึ้นไม่ต่างกับน้ำมันอย่าง E20 และ E85 มากนัก

ราคาก๊าซในปัจจุบันทั้ง NGV และ LPG จะอยู่ที่ประมาณ 13-14 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าขึ้นมาเร็วพอสมควรจากที่ NGV เคยอยู่ที่ 8.50 บาท/กิโลกรัม และ LPG เคยอยู่ที่ 10.50 บาท/กิโลกรัม ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าก๊าซยังเป็นทางเลือกที่ประหยัดน้ำมันกว่าจริงๆ แต่ด้วยราคาที่เริ่มขยับเข้ามาใกล้กันแบบนี้ ก็ต้องมาคิดว่า สิ่งที่ได้มาจะคุ้มกับที่เสียไปหรือไม่!

5.อัตราการติดไฟที่สูงกว่าน้ำมัน

ไม่ใช่เพียงแค่ก๊าซเท่านั้นที่ติดไฟง่าย น้ำมันก็ติดไฟได้เช่นกัน แต่! ความแตกต่างของน้ำมันและก๊าซก็คือสถานะ ซึ่งก๊าซสามารถติดไฟได้อย่างรวดเร็วกว่าของเหลวอย่างน้ำมันหลายเท่าตัว ความแตกต่างอีกอย่างก็คือ ก๊าซ NGV และ LPG นั้น มีค่าน้ำหนักที่ต่างกัน NGV น้ำหนักเมื่อเทียบกับอากาศแล้วมีค่าเบากว่าเมื่อทำให้เมื่อเกิดการรั่วไหลจะลอยตัวไปตามอากาศไม่สะสม แต่ก๊าซ LPG ที่ถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เป็นก๊าซที่มีน้ำหนักมากกว่าอากาศ เมื่อเกิดการรั่วไหลแล้วก๊าซจะสะสมและเกาะตัวทำให้อันตรายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากมีความเข้มข้นของก๊าซมากพอ ก็พร้อมจะติดไฟได้ตลอดลา และแค่เพียงสูดดมนานๆ ก็เกิดผลเสียต่อร่างกายได้แล้ว

6.ปั๊มยังไม่ครอบคลุมเท่าน้ำมัน

ปั๊มก๊าซยังถือได้ว่าไม่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทยเหมือนกับปั๊มน้ำมันทั่วไป โดยเฉพาะปั๊มที่เป็นก๊าซ NGV ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ไม่ครอบคลุมและใช้เวลาในการเติมค่อนข้างนาน ทำให้คนนิยมหันไปใช้ก๊าซ LPG ที่แพงกว่าและยังเสี่ยงสูงกว่า แต่แลกมากับความสะดวกสบาย

ใครที่ติดก๊าซอยู่ก็อย่าพึ่งตกใจ หากติดตั้งอย่างถูกวิธีและหมั่นดูแลรักษารถและขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ว่าจะติดตั้งก๊าซหรือใช้น้้ำมันธรรมดาโอกาสที่จะเกิดอุบัตเหตุก็จะลดลงอย่างแน่นอน แต่ใครที่ แต่หากอยากให้แน่ใจว่ารถเราจะได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ลองอ่านรายละเอียดหรือทำประกันชั้น 1 ได้ที่ 724.co.th เรายินดีให้คำปรึกษาและบริการครับ